12/08/2025
-สาวชาวเล (ที่มาของภาพนี้ )
แดดบ่ายใต้เงาเมฆคลี่เงาทาบผืนทรายให้กว้างกว่า ยามนี้น้ำทะเลไกลตาค่อยๆคืบพาเกลียวคลื่นซอกแซกไปบนลานทรายกว้างอย่างช้าๆ หญิงสาวดวงตาสีน้ำข้าวคว้าเอากะละมังใส่ปลามาจากเรือเล็กที่ลอยโคลงเคลงอยู่ด้านหลัง เด็กน้อยผมเผ้าสีสนิมยังไม่อยากกลับบ้านในเวลานี้
ภาพความทรงจำพร่าเลือนค่อยแจ่มชัด จำได้ว่าข้าพเจ้าเจอเธอที่เกาะแห่งนั้น ขณะลงเรือหางยาวพร้อมกับเพื่อนนักดนตรีที่ตระเวนมาเล่นตามผับบาร์เร็กเก้ พวกเราเข้าพักกันในกระท่อมเล็กๆริมเพิงผาที่เจ้าของบาร์จัดไว้ให้
ระหว่างที่อาศัยอยู่ที่นี่ 2-3 วันได้มีโอกาสเดินลัดเลาะไปตามหน้าผาแล้วตัดขึ้นภูเขาเพื่อลัดไปสู่อีกอ่าว ใกล้ค่ำมาก็แล้วเพื่อนเร็กเก้เจ้าถิ่นนำพาเราไปยังข้าวอาหารตามสั่งซึ่งเป็นที่ฝากท้องของใครๆหลายคนบนเกาะนี้
กระท่อมเล็กๆซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางดงมะพร้าวสูงชะลูดพุ่งสู่ท้องฟ้าในคืนราตรีประดับดาว เราเดินตามแสงไฟจากเครื่องปั่นไฟที่ส่องประกายวับแวม บนลานกว้างมีโต๊ะเก้าอี้ปีกไม้ประกอบขึ้นง่ายๆดิบๆตั้งอยู่ 2-3 โต๊ะ พวกเรามาด้วยความหิวจึงสั่งหาอาหารง่ายๆเช่นกะเพราราดข้าวไข่ดาวกันคนละจาน ระหว่างที่รออาหารอยู่นั้น ข้าพเจ้ามองลอดไปยังห้องครัว เห็นแม่ครัวกำลังง่วนอยู่กับการปรุงอาหาร ใช่เธอคนนั้นจริงๆผู้หญิงตาสีน้ำข้าว
เมื่ออาหารมาเสิร์ฟไม่นานเราก็ฟาดกันเรียบ ข้าพเจ้าแอบมองเธอ ด้วยความประหลาดใจ เหตุใดสาวฝรั่งวัยห้าสิบกว่าๆจึงได้มาทำอาหารตามสั่งขายอยู่ที่นี่ จึงได้ซักถามกับเพื่อนเร็กเก้ผู้นำพาจึงทราบว่า เธอมาอยู่ที่นี่แต่ครั้งยังกับสามีชาวไทย สมัยนั้นการท่องเที่ยวยังไม่ค่อยบูมเท่าไหร่ ยังไม่มีใครรู้จักเกาะแห่งนี้มากนัก
สามีของเธอเป็นชาวเกาะแห่งนี้ได้พบรักกับนักท่องเที่ยวสาวชาวยุโรป ทั้งคู่ใช้ชีวิตอย่างสมถะออกหาปลาและเปิดร้านอาหารเล็กๆเช่นนี้ หลายปีผ่านไปสามีของเธอเสียชีวิตลงทิ้งที่ดินสวนมะพร้าวผืนนี้ไว้ให้และเรือประมงลำน้อยไว้ให้ ด้วยความรักความผูกพันกับแผ่นดินบนเกาะที่ร่วมสร้างกันมาจึงไม่คิดจะกลับไปยุโรป มั่นหมายใช้เป็นเรือนตายเพราะที่นี่คือบ้านของเธอ
ข้าพเจ้าเขียนภาพนี้จากความประทับใจ ความจริงจากความทรงจำตามที่ใจอยากเห็น เพื่อเป็นการสดุดีความรักของคนสองคนจาก 2 ซีกโลกที่ไม่มีกำแพงใดมาขวางกั้น
คารวะ
กู เอง เว่ย
รำพัน
นิทรรศการศิลปะ"ขับขานใต้ตะวัน"
ศิลปิน : Kittipong Panmuang
Old Town Gallery
2-31 สิงหาคม 2568