Shutter We Gallery&Home

Shutter We Gallery&Home SHUTTER WE PHOTOGRAPHER
Photo for Life
ID:shutterwe

เปรม บัวชุม x ปัญญ์ปุริ คืนชีวิตใหม่ให้ขยะอุตสาหกรรมสิ่งทอบนผนัง •  ศิลปิน เปรม บัวชุม ร่วมมือกับแบรนด์เครื่องหอมไทย ปัญ...
23/04/2026

เปรม บัวชุม x ปัญญ์ปุริ คืนชีวิตใหม่ให้ขยะอุตสาหกรรมสิ่งทอบนผนัง

• ศิลปิน เปรม บัวชุม ร่วมมือกับแบรนด์เครื่องหอมไทย ปัญญ์ปุริ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะจาก "ริมผ้า" ซึ่งเป็นขยะเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ
• ผลงานไฮไลต์ 3 ชิ้นในนิทรรศการ "The Garden in Motion" ได้รับแรงบันดาลใจจากกลิ่นเครื่องหอมของปัญญ์ปุริ ได้แก่ ดอกมิโมซ่า ดอกมะลิ และดอกบัว
• แนวคิดหลักของผลงานคือการสร้างมูลค่าเพิ่มและคืนชีวิตใหม่ให้ขยะอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ย่อยสลายยาก ให้กลายเป็นศิลปะบนผนังเพื่อยืดอายุการใช้งาน

ผลงานศิลปะที่เห็นแขวนอยู่บนผนังเหล่านี้...ส่วนตัวผู้เขียนดูแล้วเหมือนภาพหมู่มวลดอกไม้และทุ่งหญ้ากำลังพลิ้วยอดไปตามแรงลม ผลงานเหล่านี้ไม่ใช่งานจิตรกรรม

แต่เป็นลายเซ็นของ เปรม บัวชุม อายุ 27 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์ (วิชาเอกสิ่งทอ) คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ศิลปินรุ่นใหม่ที่นำ ริมผ้า (Selvage) ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้-เหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมสิ่งทอที่สุดท้ายกลายเป็น ขยะ มาเชื่อมโยงกับ งานฝีมือ อันประณีต จัดแสดงให้ชมในนิทรรศการชื่อ The Garden in Motion ณ เจริญนคร ฮอลล์ ไอคอนสยาม

โดยมี 3 ภาพไฮไลต์ที่ศิลปินใช้เครื่องหอมกลิ่นดอกมิโมซ่า ดอกมะลิ และดอกบัว ของ ปัญญ์ปุริ (PAÑPURI) แบรนด์เครื่องหอมไทยที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักในระดับสากล มาเป็นแรงบันดาลใจ

• จับคู่ศิลปินอิสระกับแบรนด์ไทยระดับ Global
“เราเน้นไปที่กลุ่มนักศึกษาและศิลปินคลื่นลูกใหม่ (Emerging Artists) ที่ยังไม่มีพื้นที่หรือแพลตฟอร์มในการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม” ณัฐวุฒิ เฉลิมวันเพ็ญ Head of Business Relations and Art Community บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวถึงการร่วมงานกับ เปรม บัวชุม ในการจัดนิทรรศการครั้งนี้

จากนั้นใช้วิธีการจับคู่ (Matching) ศิลปินกับแบรนด์ไทยระดับสากล (Global Thai Product) เพื่อใช้ชื่อเสียงของแบรนด์เป็น สปริงบอร์ด (Springboard) ในการสร้างคอนเทนต์และช่วยให้คนรู้จักผลงานของศิลปินมากขึ้น เนื่องจากแบรนด์เหล่านี้มีภาพลักษณ์สะท้อนความเป็นไทยที่ชัดเจนในระดับสากล ขณะเดียวกันก็เพิ่มการรับรู้ใหม่ๆ ให้กับแบรนด์ด้วยมุมมองจากงานศิลปะ

“มีการหารือกับผู้บริหารของปัญญ์ปุริเพื่อนำผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นไอความเป็นไทยหรือกลิ่นใหม่ๆ ที่จะออกในช่วงเทศกาลสงกรานต์มาเป็นโจทย์ให้ศิลปินออกแบบผลงานชิ้นใหม่ คุณเปรมก็ได้ออกแบบผลงานชิ้นใหม่รวม 3 ชิ้น”

นอกจากศิลปินได้ร่วมงานกับแบรนด์ไทยระดับสากล ไอคอนสยามยังมอบ ‘เจริญนคร ฮอลล์’ ให้เป็นพื้นที่แสดงงาน พื้นที่นี้มีความสำคัญ (High Prime Area) และมีผู้เข้าชม (Global Visitor) จำนวนมากถึงหลักแสนคนต่อวัน ซึ่งจะช่วยให้ศิลปินมีโอกาสต่อยอดไปสู่การขายผลงานได้จริง

“เราหวังว่าพื้นที่ตรงนี้จะสนับสนุนให้ศิลปินอิสระสามารถผลิตผลงานและต่อยอดไปสู่การซื้อผลงานของเขาได้จริง นอกเหนือไปจากการจัดแสดงผลงานเพื่อความสวยงามเท่านั้น” ณัฐวุฒิ กล่าว

• ศิลปะบรรจบกลิ่นหอม
ผลงานไฮไลต์ชิ้นแรกที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยแรงบันดาลใจสำคัญที่ล้อไปกับโลกแห่งเครื่องหอมจากกลิ่นดอกไม้ 3 ชนิดของแบรนด์ปัญญ์ปุริ ได้แก่ ละอองความทรงจำ : มนต์สะกดแห่งมิโมซ่า (Whispering Memory – Mimosa, 2026) ขนาด 165 x 105 เซนติเมตร

เปรมประทับใจในเสน่ห์เกสรเล็กๆ ของดอกมิโมซ่าที่เป็นพุ่ม และความโปร่งแสงของกลีบดอกสีเหลืองบอบบางเมื่อกระทบแสงแดด จึงเลือกใช้ริมผ้าโทนสีเหลืองที่มีความแวววาวหรือกากเพชร (Glitter) มาสร้างมิติให้ดูเหมือนดอกมิโมซ่าที่กำลังร่วงหล่นอย่างแผ่วเบา

ไฮไลต์ชิ้นที่สอง ลมหายใจเหนือน้ำนิ่ง : สัมผัสบริสุทธิ์แห่งมะลิ (Breath off Still Water – Jasmine, 2026) ขนาด 125 x 95 เซนติเมตร

ศิลปินจำลองภาพทุ่งดอกมะลิที่มีทั้งดอกบานและดอกตูม โดยใช้ริมผ้าสีขาวแทนสีดอกมะลิตัดกับริมผ้าสีเขียวแทนใบไม้ภายใต้แสงสว่าง ผลงานชิ้นนี้เน้นความรู้สึกที่เหมือนภาพหยุดนิ่ง (Still life) แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวเมื่อมีลมพัดผ่านเส้นด้าย

ไฮไลต์ชิ้นที่สาม หลังลมพัดผ่าน : ลำนำบัวหลวงกลางความสงัด (After the Wind – Lotus, 2026) ขนาด 125 x 95 เซนติเมตร ได้แรงบันดาลใจจากกลิ่นดอกบัวและภาพวาดสไตล์ Impressionist ของ Claude Monet โดยถ่ายทอดเป็นภาพบึงบัวที่มีดอกบัวและดอกไม้เกิดขึ้นในบึงน้ำตามฤดูกาลต่างๆ

ที่น่าสนใจขึ้นไปอีกคือ เปรมบอกว่าเหตุที่วัสดุแต่ละภาพดูเหมือนลู่ไปกระแสลม เกิดจาก การปัดด้วยแปรง ด้วยมือของเขาเอง ดังนั้นผู้ซื้อผลงานไปสามารถใช้แปรงปัดได้เอง อยากให้ดอกไม้ลู่ไปในทิศทางแบบใดก็ปัดได้ตามใจชอบ

หรือถ้าติดตั้งผลงานไว้ในตำแหน่งที่มีลมธรรมชาติพัดผ่าน ภาพที่เห็นในแต่ละวันหรือแต่ละช่วงเวลาก็อาจไม่เหมือนเดิม

ในนิทรรศการThe Garden in Motion ยังมีผลงานน่าทึ่งอีกหลายชิ้นที่ศิลปินได้แรงบันดาลใจหลักจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว อาทิ ปฐมบทแห่งความอุดมสมบูรณ์ : ลำนำพฤกษา ขุนเขา และสายน้ำ (The Symphony of Abundance, 2026) ขนาด 105 x 325 เซนติเมตร

ศิลปินนำความทรงจำจากการไปเที่ยวดอยที่เชียงใหม่มาสร้างสรรค์ โดยใช้สีม่วงสื่อถึงดอกลาเวนเดอร์ และสีเหลืองสื่อถึงดอกทานตะวัน เพื่อจำลองภาพทุ่งดอกไม้หลากสีที่เบ่งบานอย่างทรงพลังท่ามกลางวงล้อมของขุนเขาอันสงบนิ่งและท้องฟ้าที่ทอประกาย

• ริมผ้าอุตสาหกรรม x ฝีมือชาวบ้าน
บางที ‘ความบังเอิญ’ ก็นำมาซึ่งผลงานใหม่ เช่น ‘ศิลปะจัดวาง’ ในนิทรรศการนี้ที่เกิดจากการค้นพบเทคนิคใหม่โดยบังเอิญสำหรับเศษผ้าที่มีขนาดเล็กเกินกว่าจะนำมาใช้บนเฟรมผ้าใบ ศิลปินได้นำไปให้ชาวบ้านช่วยทอด้วยเทคนิคดั้งเดิมของชุมชน ทำให้เกิด “เอฟเฟกต์” ที่ไม่ได้ตั้งใจ

คือเมื่อชาวบ้านตัดเศษผ้าเพื่อให้พุ่งกระสวยได้ง่ายขึ้น จะเกิดริมผ้าที่ทิ้งตัวลงมาดูคล้ายกับ ดอกไม้ที่กำลังร่วงโรย หรือดูเป็น พวงมาลัย ก็ได้ เป็นรูปทรง (form) ใหม่ ที่ศิลปินนำมาต่อยอดเป็นงานศิลปะ โดยทำงานร่วมกับกลุ่มช่างทอในจังหวัดสุรินทร์ (บ้านเกิดของศิลปิน), ร้อยเอ็ด และ ขอนแก่น

การใช้ทักษะฝีมือการทอผ้าของชาวบ้านผสมผสานกับการออกแบบและการจัดลำดับสีของศิลปิน เกิดเป็นชิ้นงานที่มีผู้สนใจซื้อไปเป็นของประดับตกแต่งสถานที่ ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมจากการสร้างสรรค์ผลงานที่ได้มาตรฐานตามที่ต้องการ

ผลงานศิลปะจัดวางอีกชิ้นคือการนำผลงานที่ศิลปินเคยได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศจากโครงการ RECO Young Designer การประกวดแฟชั่นดีไซน์อัพไซคลิ่ง ปี 2563 จัดโดยบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) เป็นการออกแบบชุดโอกูตูร์ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลไม่น้อยกว่า 60 เปอร์เซ็นต์

ผลงานที่ชนะคือชุดในคอลเลกชัน The Origin of Reverse ‘เปรม’ ใช้แนวคิดเรื่องบิ๊กแบง (Big Bang) หรือการระเบิดจากภายในเพื่อสื่อถึงการเกิดใหม่ โดยออกแบบให้มีรูปทรงเหมือนดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่ง

ศิลปินนำชุดที่ได้รับรางวัลดังกล่าวซึ่งเป็นชุดแนว Conceptual ใส่ไม่ได้จริงในชีวิตประจำวัน มาปรับเปลี่ยนวิธีการจัดวางใหม่ (Installation) โดยจับวัสดุตั้งขึ้นเพื่อให้ดูสวยงามและเข้ากับพื้นที่จัดแสดง จนบางครั้งผู้ชมอาจดูไม่ออกว่าเคยเป็นชุดมาก่อน เรียกผลงานนี้ว่า The Dawn of Living Remnants, 2026

• ทุ่งดอกไม้ในจินตนาการ
เปรมเล่าถึงแนวคิดการนำเศษผ้า (ริมผ้า) ที่ถูกเก็บไว้ในโกดังเพื่อรอการรีไซเคิลมาใช้ประโยชน์ว่า เนื่องจากกระบวนการรีไซเคิลปกติต้องใช้ปริมาณมหาศาลจึงจะคุ้มทุน ซึ่งเป็นการร่วมงานกันกับโรงงานทอผ้าเจ้าของแบรนด์ One More Thing ผลิตภัณฑ์จากผ้าทอที่ไม่เหมือนผ้าพิมพ์

การทำงานศิลปะลักษณะนี้ของเขาเริ่มจาก คัดแยกตามขนาด (สั้น-ยาว, เล็ก-ใหญ่) และ คัดแยกตามกลุ่มสี เพื่อประเมินว่ามีปริมาณวัสดุเพียงพอที่จะสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้นหรือไม่

"สิ่งที่เราทำคล้ายกับการ คัดแยกขยะ โดยนำริมผ้ามาจัดแบ่งเป็น กลุ่มโทนสีต่างๆ และแยกประเภทพิเศษไว้ต่างหาก เช่น กลุ่มที่มีความแวววาวหรือมีกากเพชร

ขั้นตอนสำคัญคือการตรวจสอบ สีแต่ละกลุ่มมีปริมาณมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีวัสดุเพียงพอสำหรับสร้างสรรค์ผลงานในขนาดที่ต้องการ จากนั้นเป็นการ จับคู่สีกับจินตนาการ เราจะเปรียบเทียบวัสดุที่มีอยู่ในมือกับภาพในหัวว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ ก่อนตัดสินใจเลือกใช้"

เปรม กล่าวด้วยว่าความท้าทายของงานศิลปะลักษณะนี้คือ ความไม่แน่นอน เนื่องจากเป็นเศษวัสดุเหลือทิ้ง จึงไม่สามารถสั่งซื้อเหมือนสั่งซื้อสีวาดภาพทั่วไปที่ต้องการเมื่อใดก็ซื้อเพิ่มได้

เมื่อริมผ้าหมด ก็ต้องปรับเปลี่ยนและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ เช่น นำสีอื่นมาแทรก ยอมให้พื้นที่ของสีนั้นน้อยลงกว่าที่ตั้งใจไว้แต่แรก ไปจนถึงสเก็ตช์ภาพขึ้นใหม่ในหัว

• จากริมผ้าสู่ผืนศิลป์
ศิลปินมองว่าการนำ ริมผ้า ซึ่งเป็นเศษวัสดุหรือ “ขยะอุตสาหกรรมสิ่งทอ” มาทำเป็นงานศิลปะ ควรเป็นการสร้าง มูลค่าเพิ่ม ให้ได้มากที่สุด เนื่องจากวัสดุเหล่านี้มักเป็นใยสังเคราะห์ที่ไม่ใช่ธรรมชาติ มีอายุการใช้งานนานและย่อยสลายยาก

“การนำมาทำเป็นงานศิลปะติดตั้งบนผนังจะช่วยให้วัสดุเหล่านี้มีชีวิตอยู่ต่อได้อีก 10-20 ปี แทนที่จะถูกทิ้งไว้ในกองขยะหรือรอการนำไปรีไซเคิลซึ่งต้องใช้ปริมาณมากและกระบวนการที่ซับซ้อน” เปรมกล่าวและว่า เหตุที่เขาเลือกถ่ายทอดผลงานเป็น ‘ภาพธรรมชาติ’ มีเหตุผลหลายประการ

• ความสอดคล้องของวัสดุ: เศษผ้าหรือ ‘ริมผ้า’ มีคุณสมบัติ 'เบาและพลิ้วไหว' จึงเห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะนำมาถ่ายทอดเป็นสิ่งที่ดูเป็นธรรมชาติ เช่น เส้นด้ายที่เคลื่อนไหวได้เมื่อมีลมพัดจะให้ความรู้สึกเหมือนหญ้าที่เอนไหวตามลม
• เข้าใจง่ายและกระตุ้นจินตนาการ: ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วไป 'เข้าใจได้ง่าย' ศิลปินจึงใช้ภาพธรรมชาติเป็นเหมือนพื้นที่ว่าง (Space) ให้ผู้ชมได้เติมเต็มจินตนาการของตนเองว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ทิวทัศน์ หรือสัตว์ป่า โดยไม่ได้กำหนดตายตัว
• สร้างพื้นที่แห่งความสุขและการพักผ่อน: ศิลปินต้องการให้งานศิลปะช่วย จรรโลงใจ และเป็นพื้นที่ให้ผู้ชมได้ 'พักผ่อนจากความเครียด' โดยการดึงเอาความทรงจำจากการไปท่องเที่ยวธรรมชาติมาสร้างเป็นผลงานเพื่อให้ผู้ชมรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้มองภาพเหล่านี้ในบ้าน
• ธรรมชาติคือจุดเริ่มต้น: ในมุมมองของศิลปิน 'ธรรมชาติคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง' การนำเสนอจุดเริ่มต้นที่สวยงามผ่านแสง สี กลิ่น และการเคลื่อนไหว จะช่วยให้คนที่พบเห็นรู้สึกมีความสุข

“ที่สำคัญ หากเราไม่ใส่ใจกับธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม อนาคตเราอาจเห็นธรรมชาติจากเศษผ้าก็เป็นได้” เปรมอยากฝากไว้ให้ช่วยกันคิด

นิทรรศการ The Garden in Motion จัดแสดงวันนี้ถึง 30 เมษายน 2569 ตรวจสอบราคาภาพได้ที่จุดแสดงงาน

แหล่งที่มาข่าวและภาพ กรุงเทพธุรกิจ
https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1228455

15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก เปิดมิติใหม่แห่งศิลปะร่วมสมัยArt Jewel พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะของเอเชีย ณ ชั้น 5 สยามพารา...
17/04/2026

15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก เปิดมิติใหม่แห่งศิลปะร่วมสมัย

Art Jewel พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะของเอเชีย ณ ชั้น 5 สยามพารากอน ร่วมกับ Mighty One × All About Art Gallery ประเทศสิงคโปร์ จัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ “VISION” รวบรวมผลงานของ 15 ศิลปินร่วมสมัย จาก 10 ประเทศทั่วโลกไว้ด้วยกัน เพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรม มุมมอง และภาษาเชิงทัศนศิลป์ ผ่านผลงานหลากหลายรูปแบบ พร้อมเปิดบทสนทนาทางศิลปะอันไร้ขอบเขต ที่เชื้อเชิญให้ผู้รักงานศิลป์ ร่วมสำรวจมุมมองของศิลปินจากต่างวัฒนธรรม วันนี้-28 เม.ย. 69

รวบรวมผลงานของศิลปินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาทิ ดูโอศิลปินระดับนานาชาติ พิชีอาโว จากสเปน ที่หลอมรวมความงามของศิลปะคลาสสิก เข้ากับพลังของสตรีทอาร์ตได้อย่างลงตัว, ดาเรีย โคโลโซวา ศิลปินหญิงจากรัสเซีย นำจิตรกรรมบนพื้นผิวทองแดง แรงบันดาลใจจากแสงเหนือ มาถ่ายทอดในรูปแบบของ VIP Pop Art ผสานกับความลุ่มลึกทางความหมาย และ เด็มสกี สายกราฟิตี้จากสเปน ถ่ายทอดผ่านโครงสร้างภาพเชิงทดลอง สู่ผลงานที่ท้าทายการรับรู้ของมนุษย์ ขณะที่ แวนซ์ ดีเอ็นเอ จากเซี่ยงไฮ้ สร้างเอกลักษณ์ผ่าน Transparent Style ที่รื้อสร้างภาพจำของวัฒนธรรมป๊อป ให้กลายเป็นมิติใหม่ทางสายตา และ เซลัม ลิม ศิลปินจากจีน ผู้มีลายเซ็นเป็นเอกลักษณ์ ในการสำรวจเส้นแบบระหว่าง ประเพณี และความร่วมสมัย ผ่านมุมมองงที่เปิดกว้าง

นอกจากนี้ ยังมีศิลปินที่น่าจับตามอง อย่าง เจฮาน ตัวแทนวัฒนธรรมขบถจากสิงคโปร์, ราฟาเอล สลิกส์ จากบราซิล ผู้เปลี่ยนอักษรเมืองสู่ภาษาทัศนศิลป์ระดับสูง, เซวา ศิลปินเกาหลีใต้ผู้ขยายขอบเขตของสเปรย์เพนต์สู่จักรวาลแห่งสีสัน ร่วมด้วยศิลปินนามธรรมร่วมสมัยชั้นครู อย่าง เควิน ดูยเยซ์ จากเบลเยี่ยม, โยมาร์ ออกุสโต ศิลปินบราซิล-อเมริกันผู้เชี่ยวชาญการออกแบบตัวอักษร, วินเซนต์ ลังการ์ด จากนอร์เวย์ ผู้ถ่ายทอดโลกไซเบอร์ ผ่านผืนผ้าใบ และ แกรี กาลยาโน จากสหรัฐอเมริกา ผู้ปลุกเร้าบรรยากาศ และอารมณ์อันยากจะนิยามผ่านรูปทรงและสีสันของศิลปะนามธรรม พร้อมกันนี้ยังนำเสนอผลงานของศิลปินไทยรุ่นใหม่ ที่ก้าวสู่ระดับสากล อย่าง ธัชชัย ช่างเสนาะ กับการตีความ สถาปัตยกรรม สู่รูปทรง นามธรรม, ไฟว์ ศิลปินแนว Retro-Futuristic ที่ดึงเสน่ห์ของรถยนต์คลาสสิกมา สร้างสรรค์ใหม่ และพงศธร ทิพาเสถียร ศิลปินจาก Mighty One Agency ผู้ถ่ายทอดความละเอียดอ่อนของหัวใจมนุษย์ผ่านตัวละคร “ละมุน (Lamoon)”

แหล่งที่มาข่าวและ ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000033482

“สมบัติเพิ่มพูน แกลเลอรี่” ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ ลดราคางานศิลปะ-เตรียมปรับพื้นที่อาคาร รับทิศทางใหม่วงการศิลป์กรุงเทพมหานคร ...
09/04/2026

“สมบัติเพิ่มพูน แกลเลอรี่” ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ ลดราคางานศิลปะ-เตรียมปรับพื้นที่อาคาร รับทิศทางใหม่วงการศิลป์

กรุงเทพมหานคร - แกลเลอรีศิลปะเอกชนในย่านสุขุมวิทอย่าง “สมบัติเพิ่มพูน แกลเลอรี” (Sombat Permpoon Gallery) เดินหน้าปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจครั้งสำคัญ หลังเปิดให้บริการในวงการซื้อขายงานศิลปะมายาวนานกว่า 40 ปี โดยประกาศปรับราคาผลงานศิลปะภายในแกลเลอรี พร้อมวางแผนปรับโครงสร้างการใช้พื้นที่อาคารในระยะถัดไป

นางสาวสมบัติ วัฒนไทย ผู้บริหารแกลเลอรี เปิดเผยว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทของตลาดศิลปะที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นมา ได้มีการปรับราคาผลงานศิลปะภายในแกลเลอรีในอัตราประมาณ 50-70% ครอบคลุมผลงานในทุกชั้นของอาคาร

กรุงเทพมหานคร - แกลเลอรีศิลปะเอกชนในย่านสุขุมวิทอย่าง “สมบัติเพิ่มพูน แกลเลอรี” (Sombat Permpoon Gallery) เดินหน้าปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจครั้งสำคัญ หลังเปิดให้บริการในวงการซื้อขายงานศิลปะมายาวนานกว่า 40 ปี โดยประกาศปรับราคาผลงานศิลปะภายในแกลเลอรี พร้อมวางแผนปรับโครงสร้างการใช้พื้นที่อาคารในระยะถัดไป

นางสาวสมบัติ วัฒนไทย ผู้บริหารแกลเลอรี เปิดเผยว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทของตลาดศิลปะที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นมา ได้มีการปรับราคาผลงานศิลปะภายในแกลเลอรีในอัตราประมาณ 50-70% ครอบคลุมผลงานในทุกชั้นของอาคาร

ขณะเดียวกัน ยังมีแผนเตรียมความพร้อมด้านการสืบทอดธุรกิจในระยะยาว โดยคาดว่าจะมีการส่งต่อการบริหารงานให้กับทายาทรุ่นต่อไป ได้แก่ นางสาวปนัดดา เลิศหัตถศิลป์ (เจ) เพื่อเข้ามารับช่วงดำเนินกิจการในอนาคต

ทั้งนี้ แกลเลอรีตั้งอยู่ภายในซอยสุขุมวิท 1 เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ซึ่งยังคงเปิดให้เข้าชมผลงานศิลปะตามปกติภายใต้รูปแบบการดำเนินงานที่ปรับเปลี่ยนไป โดยการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการปรับตัวของธุรกิจศิลปะไทย ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

ข้อมูลติดต่อ

บริษัท สมบัติเพิ่มพูน จำกัด (Sombat Permpoon Gallery)
ที่อยู่: 12 สุขุมวิท ซอย 1 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110
โทรศัพท์: 0-2254-6040-2

มือถือ: 08-1866-1502
เว็บไซต์: www.sombatpermpoongallery.com

Line ID:
อีเมล: [email protected]

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000033807

สายสตรีท ห้ามพลาดนิทรรศการ Concrete Dream ถอดรหัสชีวิต เมือง และความฝัน ผ่านงานกราฟฟิตี 3 สัญชาติปลุกแพสชันสายอาร์ตและสต...
24/03/2026

สายสตรีท ห้ามพลาดนิทรรศการ Concrete Dream ถอดรหัสชีวิต เมือง และความฝัน ผ่านงานกราฟฟิตี 3 สัญชาติ

ปลุกแพสชันสายอาร์ตและสตรีทคัลเจอร์ให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง เตรียมพบกับนิทรรศการกลุ่มสุดเจ๋ง “Concrete Dream: ชีวิต I เมือง I ความฝัน ที่เติบโตบนผนังคอนกรีต” การรวมตัวครั้งสำคัญของ 7 ศิลปินกราฟฟิตีจาก 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ ที่ใช้ศิลปะบนกำแพงเป็น “ภาษาสากล” เชื่อมโยงเรื่องราวการต่อสู้ดิ้นรน ความฝัน และท่วงทำนองชีวิตที่แตกต่างกันให้มาบรรจบกันอย่างลงตัว

นิทรรศการนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อนิยามความหมายตายตัว หรือโรแมนติไซส์วัฒนธรรมสตรีทให้สวยหรูเกินจริง แต่ตั้งใจพาผู้ชมก้าวเดินไปบนเส้นทางชีวิตของศิลปินทั้ง 7 คน ที่ชวนให้เรากลับมาตั้งคำถามถึงความสับสนในวัยเยาว์ ความอ่อนแอ และความผิดพลาดที่ทุกคนต่างเคยเผชิญ ซึ่งแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่หล่อหลอมให้เราเติบโต เป็นการตอกย้ำว่าสัญชาตญาณและความกล้าที่จะ “ฝัน” คือคุณค่าที่สมควรได้รับการรักษาไว้ ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

สเปซ 2 ชั้น กับการร้อยเรียง 2 ห้วงอารมณ์

ความน่าสนใจของการจัดแสดงที่ Maison JE Bangkok คือการออกแบบพื้นที่ให้ผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์ที่ค่อยๆ ลึกลงไปในจิตใจ

พื้นที่ชั้น 1: สะท้อนการเผชิญหน้ากับโลกภายนอก การปะทะกับแรงกดดัน และประสบการณ์ชีวิตท่ามกลางความวุ่นวายของสังคมเมือง

พื้นที่ชั้น 2: พาดำดิ่งสู่การทำความเข้าใจโลกภายในอย่างเงียบงัน เพื่อค้นพบคุณค่าและเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต

Concrete Dream คือพื้นที่ที่เปิดรับทุกความรู้สึก และเปิดกว้างให้คุณได้มาปลดปล่อยจินตนาการ ทบทวนประสบการณ์ร่วมของตัวเอง และซึมซับการเติบโตที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาผ่านผลงานศิลปะ

Concrete Dream มีเวลาจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม – 3 พฤษภาคม 2569 ณ Maison JE Bangkok ถนนสุรวงศ์ แขวงสี่พระยา เขตบางรัก กรุงเทพฯ เปิดทุกวันอังคาร – อาทิตย์ เวลา 11.00 – 19.00 น. (ปิดทำการทุกวันจันทร์) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Maison JE Bangkok

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ไทยรัฐออนไลน์
https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2919642

“พิพิธภัณฑ์ช้างสุรินทร์”สัมผัสวิถีคนกับช้างที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคนเมื่อเอ่ยถึง “เมืองช้าง” หลายคนคงนึกถึง “สุรินทร์” จ...
23/03/2026

“พิพิธภัณฑ์ช้างสุรินทร์”สัมผัสวิถีคนกับช้างที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน

เมื่อเอ่ยถึง “เมืองช้าง” หลายคนคงนึกถึง “สุรินทร์” จังหวัดเล็ก ๆ ทางอีสานใต้ที่มีความผูกพันกับช้างมาอย่างยาวนาน และหากอยากเข้าใจเรื่องราวของช้างไทยให้ลึกซึ้งมากขึ้น หนึ่งในสถานที่ที่ไม่ควรพลาดคือ “พิพิธภัณฑ์ช้างสุรินทร์” ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ ศูนย์คชศึกษา ณ หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง อำเภอท่าตูม

ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ธรรมดา แต่เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ “ช้าง” และ “คนเลี้ยงช้าง” ผ่านนิทรรศการที่ผสมผสานทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนผู้เลี้ยงช้างอย่างชาวกูย ซึ่งมีภูมิปัญญาการคล้องและดูแลช้างสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนเรียนรู้เรื่องช้างไทยผ่านนิทรรศการร่วมสมัย

ภายใน “พิพิธภัณฑ์ช้างสุรินทร์” ได้จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับช้างในหลากหลายมิติ ตั้งแต่กำเนิดของช้างในธรรมชาติ บทบาทของช้างในประวัติศาสตร์ไทย ไปจนถึงความสำคัญของช้างในวิถีชีวิตของชาวสุรินทร์ นิทรรศการถูกออกแบบอย่างทันสมัย ใช้สื่อมัลติมีเดีย ภาพจำลอง และเรื่องเล่าที่เข้าใจง่าย ทำให้ผู้เข้าชมสามารถเรียนรู้เรื่องราวของช้างได้อย่างเพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน หรือผู้ใหญ่

นอกจากจะได้รู้จักพฤติกรรมและชีววิทยาของช้างแล้ว ผู้มาเยือนยังได้เห็นถึงบทบาทของช้างในอดีต เช่น การใช้ช้างในสงคราม การใช้แรงงานในป่าไม้ และการพัฒนาสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในปัจจุบันสิ่งที่ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วไป คือการนำเสนอเรื่องราวของ “คน” ควบคู่ไปกับ “ช้าง”

นิทรรศการหลายส่วนถ่ายทอดวิถีชีวิตของชุมชนผู้เลี้ยงช้างใน หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง ที่ช้างไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เป็นสมาชิกในครอบครัวเรื่องราวเกี่ยวกับพิธีกรรม ความเชื่อ และภูมิปัญญาของชาวกูย เช่น พิธีกรรมก่อนออกคล้องช้าง เครื่องมือที่ใช้ในการดูแลช้าง หรือบทบาทของควาญช้าง ล้วนช่วยให้ผู้เข้าชมเข้าใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับช้างนั้นลึกซึ้งเพียงใด

การเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ช้างสุรินทร์ มักเป็นเหมือนบทนำก่อนที่นักท่องเที่ยวจะออกไปสัมผัสชีวิตจริงของช้างในพื้นที่ ศูนย์คชศึกษาหลังจากได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในพิพิธภัณฑ์แล้ว การได้เห็นช้างตัวจริงที่เดินอยู่ในหมู่บ้านหรือกำลังใช้ชีวิตร่วมกับควาญช้าง ก็ทำให้เรื่องราวที่เพิ่งเรียนรู้มีชีวิตขึ้นมาทันทีมากกว่าพิพิธภัณฑ์ แต่คือเรื่องเล่าของความผูกพัน

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้แรงบันดาลใจจาก “งาช้าง”

ดูยิ่งใหญ่สะดุดตา ภายในจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับช้างอย่างครบถ้วน โดยแบ่งออกเป็น 4 โซนหลัก ที่พาผู้เข้าชมเดินทางตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

โซนที่ 1 โลกของช้าง (The World of Elephants) โซนแรกจะพาผู้เข้าชมทำความรู้จักกับช้างในมิติทางธรรมชาติ ตั้งแต่ วิวัฒนาการของช้าง ชนิดของช้างทั่วโลก ลักษณะทางชีววิทยาและพฤติกรรมของช้าง มีสื่อจัดแสดงทั้งโมเดล โครงกระดูกช้าง และสื่อมัลติมีเดียที่ช่วยอธิบายเรื่องราวให้เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่อยากเรียนรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสัตว์ยักษ์ใหญ่ชนิดนี้

โซนที่ 2 ช้างกับมนุษย์ (Elephants and Humans)โซนนี้เล่าเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับช้าง ที่มีมายาวนาน โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ใช้ช้างทั้งในการศึกสงคราม การลากซุงในอุตสาหกรรมป่าไม้ พิธีกรรมและวัฒนธรรม ผู้เข้าชมจะได้เห็นเครื่องมือ อุปกรณ์ และเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่าช้างเคยมีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทยอย่างไร

โซนที่ 3 วิถีคนเลี้ยงช้างสุรินทร์ หนึ่งในโซนที่น่าสนใจที่สุด เพราะถ่ายทอด วิถีชีวิตของชาวกูย กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีชื่อเสียงด้านการคล้องและเลี้ยงช้าง เนื้อหาภายในโซนนี้จะเล่าถึงประเพณีเกี่ยวกับช้าง ความเชื่อและพิธีกรรม ชีวิตประจำวันของครอบครัวควาญช้าง ทำให้ผู้เข้าชมเข้าใจว่าช้างไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เป็นเสมือนสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวของชาวสุรินทร์

โซนที่ 4 อนาคตของช้าง (Elephant Conservation) โซนสุดท้ายเน้นเรื่อง การอนุรักษ์ช้างในปัจจุบันและอนาคต โดยนำเสนอปัญหาที่ช้างกำลังเผชิญ เช่น การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง การดูแลช้างในยุคปัจจุบัน

การมาเยือน พิพิธภัณฑ์ช้างสุรินทร์ จึงเปรียบเสมือนการเดินทางเข้าไปทำความเข้าใจหัวใจของ “เมืองช้าง” และทำให้เราตระหนักว่าช้างไม่ได้เป็นเพียงสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความทรงจำของผู้คนในสุรินทร์ อย่างแท้จริง

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/travel/detail/9690000027289

สอง Paradox : How many more butterflies will I see in my lifetime? •  สอง-จักรพงศ์ สิริริน มือเบสวง Paradox จัดนิทรรศการ...
20/03/2026

สอง Paradox : How many more butterflies will I see in my lifetime?

• สอง-จักรพงศ์ สิริริน มือเบสวง Paradox จัดนิทรรศการศิลปะเดี่ยวในชื่อ "How many more butterflies will I see in my lifetime?"
• ผลงานเป็นศิลปะนามธรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแบบทดสอบหยดหมึก Rorschach โดยตีความ "ผีเสื้อ" เป็นภาพสะท้อนจิตใจของผู้ชม
• นิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันที่ 4 – 31 มีนาคม 2569 ณ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ถนนเจริญกรุง

สอง จักรพงศ์ สิริริน หรือมือเบสวง Paradox จัดนิทรรศการศิลปะ How many more butterflies will I see in my lifetime? ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก แบบทดสอบทางจิตวิทยา Rorschach ที่ใช้ ‘หยดหมึก’ เป็นเครื่องมือในการสำรวจภาวะจิตใต้สำนึกและการตีความส่วนบุคคล

ศิลปินเปลี่ยนผ่านรูปแบบงานจากกึ่งนามธรรมเข้าสู่ ศิลปะนามธรรมอย่างเต็มตัว ผ่านเทคนิคการย่อขนาดและทับซ้อนของรูปทรงจนดูคล้าย ฝูงผีเสื้อ ที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในทุกจังหวะของสายตา

“ผมสนใจว่าถ้าเราไม่จำกัดว่าหมึกหยดต้องมีรูปทรงแค่หนึ่งหรือสองรูป แต่เพิ่มจำนวนมันให้เต็มพื้นที่ทั้งหมด เราจะรู้สึกยังไงเวลามองเห็นมันพร้อมๆ กัน เหมือนตอนที่เราใช้ชีวิตจริง ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน” สอง จักรพงศ์ สิริริน กล่าว

ศิลปินกล่าวด้วยว่า “ผีเสื้อในงานนี้ไม่ใช่สัตว์ แต่มันคือภาพสะท้อนของใจเรา บางคนเห็นเหมือนกัน บางคนเห็นต่างกัน ผมชอบช่วงเวลาที่คนยืนมองแล้วตีความในแบบของตัวเอง เพราะนั่นคือส่วนที่งานศิลปะมีชีวิต”

เบื้องหลังบทบาทความเป็นศิลปินทัศนศิลป์ของ “สอง” คือเขาเติบโตจากพื้นฐานการศึกษาศิลปศึกษา ก่อนเส้นทางดนตรีจะพาเขาห่างจากพู่กันไปหลายปี จนช่วงเวลาที่โลกหยุดนิ่ง เขาจึงกลับมาสานต่อความฝันวัยเด็กอีกครั้ง

“คำถามว่าเราจะเห็นผีเสื้ออีกกี่ครั้งในชีวิต มันไม่ใช่เรื่องของเวลาอย่างเดียว แต่มันคือคำถามว่าเราจะยังมองเห็นและตีความตัวเองได้อีกกี่ครั้ง ก่อนที่เราจะเปลี่ยนไป” สอง จักรพงศ์ สิริริน กล่าวทิ้งท้าย

พบกับ นิทรรศการศิลปะ How many more butterflies will I see in my lifetime? ซึ่งเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 4 – 31 มีนาคม 2569 ณ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯ

แหล่งที่มาข่าวและภาพ กรุงเทพธุรกิจ
https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1225338

“ดอกกัลปพฤกษ์” บานสะพรั่งสุดตื่นตาตื่นใจ ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ใครอยู่เชียงใหม่ หรือมีโปรแกรมไปเที่ยวภายในสัปดาห์นี้ อย่าล...
17/03/2026

“ดอกกัลปพฤกษ์” บานสะพรั่งสุดตื่นตาตื่นใจ ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์

ใครอยู่เชียงใหม่ หรือมีโปรแกรมไปเที่ยวภายในสัปดาห์นี้ อย่าลืมแวะไปเก็บความงดงามของ “ดอกกัลปพฤกษ์" ที่ให้ฟีลเหมือนอยู่เมืองนอก

ล่าสุด อุทยานหลวงราชพฤกษ์ โพสต์ภาพของ “ดอกกัลปพฤกษ์" ซึ่งระบุว่า ตอนนี้หลายต้นกำลังออกดอกเต็มช่อ สีชมพู-ขาวหวานละมุนตัดกับท้องฟ้าและแนวต้นไม้เขียวขจี กลายเป็นมุมถ่ายภาพสุดโรแมนติกที่ไม่ควรพลาด

และยังมีอีกหลายต้นที่กำลังเริ่มผลิช่อดอก เตรียมบานต่อเนื่องตลอดช่วงสัปดาห์นี้ ใครที่กำลังมองหาสถานที่เดินเล่น ถ่ายรูปสวยๆ ท่ามกลางธรรมชาติบอกเลยว่าช่วงนี้ คือ ช่วงเวลาที่สวยสุดๆ

สำหรับ “ดอกกัลปพฤกษ์" หลายคนอาจเรียก”ซากุระเมืองไทย" เนื่องจากเมื่อกัลปพฤกษ์ผลัดใบและออกดอก สีชมพูพร้อมกันทั้งต้นดูคล้ายดอกซากุระ

ดอกของกัลปพฤกษ์เมื่อแรกบานมีสีชมพู อ่อนและเปลี่ยนเป็นสีขาวเมื่อดอกใกล้โรย สามารถชื่นชมความสวยงามของดอกกัลปพฤกษ์ได้ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน

พิกัด : Sky Walk
คาดว่าจะบานสะพรั่งถึง 20 มีนาคม 2569

ชมความงามได้ ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่

เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น.
สอบถามเพิ่มเติม : 053-114110-2

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/travel/detail/9690000025661

สวัชโรกร วรรณศร : ศิลปะจากรากเหง้าตำนานการเกิดเมืองล้านนา• สวัชโรกร วรรณศร เป็นศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยโดยไ...
11/03/2026

สวัชโรกร วรรณศร : ศิลปะจากรากเหง้าตำนานการเกิดเมืองล้านนา

• สวัชโรกร วรรณศร เป็นศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยโดยได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานการกำเนิดอาณาจักรล้านนา
• ผลงานชิ้นสำคัญที่ถอดแบบจากตำนานคือ ประติมากรรมกวางทองคำในชื่อ "ทลายคำ" และเตียงหินของเจ้าหลวงคำแดงในชื่อ "Call me by the Weight"
• ศิลปินใช้สัญลักษณ์จากตำนานเพื่อตั้งคำถามและนำเสนอแนวคิดเรื่อง "การอยู่ร่วมกันของสิ่งที่แตกต่าง" และข้อจำกัดในการสื่อสาร
• ผลงานเหล่านี้ถูกจัดแสดงในนิทรรศการ "Roots & Rituals" ที่อัคนี่ แกลลอรี (AGNI Gallery) กรุงเทพฯ

ตำนานของดินแดนทางเหนือของไทยมีเรื่องเล่าว่า ‘พระยาโจรณี’ พบกวางทองคำเดินอยู่ในป่า ด้วยความงดงามที่หาได้ยากยิ่ง ปรารถนาจะนำมาไว้ในอุทยานส่วนตัว จึงมอบหมายภารกิจสำคัญแก่ ‘เจ้าสุวรรณคำแดง’ ผู้เป็นบุตรชาย ให้ระดมไพร่พลออกไล่จับกวางตัวนี้มาให้ได้

เมื่อเจ้าสุวรรณคำแดงและกองทัพไล่ตามกวางทองคำมาจนถึง ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ กวางทองคำได้หายตัวไป

แต่เจ้าสุวรรณคำแดงกลับพบ ‘บึงบัว’ ที่มีลักษณะพิเศษ คือมีบัว 7 กอ แต่ละกอมีดอกบานลดหลั่นกันไปตั้งแต่ 7 ดอกไปจนถึง 1 ดอก

ฤาษีในบริเวณนั้นตีความว่า นี่คือนิมิตหมายอันดีของการสร้างบ้านเมือง ณ ที่นี้ ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง เช่น ปลูกข้าวเพียง 7 ครั้ง แต่เลี้ยงคนได้นานถึง 7 ปี

เจ้าสุวรรณคำแดงตัดสินใจตั้งรกรากในพื้นที่นี้ไม่กลับเมืองเดิม ก่อนตั้งชื่อเมือง ได้มีการทำพิธีพยากรณ์โดยนำ ‘เตียงหิน’ ของตนเองมาชั่งน้ำหนัก ปรากฏเป็นตัวเลขในภาษาโบราณที่ใช้ในขณะนั้น (คล้ายบาลี) เป็นที่มาของชื่อ “ล้านนา” ในเวลาต่อมา

เจ้าสุวรรณคำแดงจึงมีฐานะเป็นปฐมกษัตริย์ผู้สร้างเมืองล้านนา ขานพระนามว่า ‘เจ้าหลวงคำแดง’ และนี่คือปฐมบทแห่งการตั้งเมืองเชียงใหม่

จากตำนานดังกล่าว สวัชโรกร วรรณศร ศิลปินรุ่นใหม่นำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงาน ประติมากรรมกวางทองคำ ศิลปินตั้งชื่อผลงานชิ้นนี้ว่า ทลายคำ (ภาษาล้านนาดั้งเดิม) ทำจากวัสดุทองเหลือง จัดแสดงในนิทรรศการ Roots & Rituals ที่ AGNI (Art Gallery & Next Ideas) หรือ ‘อัคนี่ แกลลอรี’ แกลลอรีศิลปะร่วมสมัยในกรุงเทพฯ

สวัชโรกร วรรณศร เป็นศิลปินเชื้อสายผสม มารดาเป็นชาวไทใหญ่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยช่วงปี พ.ศ. 2510 - 2520 และได้ขึ้นทะเบียนเป็นบุคคลต่างด้าวในปี พ.ศ.2530 บิดาเป็นชาวล้านนา (เชียงใหม่)

หลังสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (วิชาเอกภาพพิมพ์) เมื่อปี พ.ศ. 2561

ความแตกต่างที่หลากหลายในครอบครัวกลายเป็นแรงบันดาลใจหลักที่ทำให้เขาชอบตั้งคำถามและนำเสนอเรื่อง “การอยู่ร่วมกันของสิ่งที่แตกต่างกัน” ในงานศิลปะ

สวัชโรกรยังสนใจนำ เทคโนโลยี มาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างงานศิลปะเพื่อสื่อความหมายใหม่ เช่น ใช้ 3D Printing สร้างประติมากรรมหินงอกประกอบผลงาน Liberation Drum (เสียงกลองที่ดังออกมาจากถ้ำหลวงเชียงดาวในวันพระ) เพราะเขามองว่า กระบวนการพิมพ์แบบ 3 มิติ (การฉีดพลาสติกทีละชั้น) มีความคล้ายคลึงกับการก่อตัวของหินงอกในธรรมชาติที่แร่ธาตุค่อยๆ ทับถมกัน

ในนิทรรศการนี้ สวัชโรกรยังจัดแสดงประติมากรรม เตียงนอนเจ้าหลวงคำแดง ศิลปินตั้งชื่อผลงานชิ้นนี้ว่า Call me by the Weight โดยจำลองรูปลักษณ์มาจาก ‘เตียงหิน’ ตามตำนานที่ปรากฏในหนังสือ ‘ประชุมตำนานล้านนาไทย’ ของอาจารย์สงวน โชติสุขรัตน์ จัดวางไว้ที่ด้านหน้าของ ภาพจิตรกรรมผีอ้าปาก ที่มีแสงสว่างออกมาจากปาก สะท้อนข้อจำกัดของมนุษย์ด้านการสื่อสาร

“แม้สรรพสิ่งเหล่านั้นกำลังพยายามสื่อสารบางอย่างออกมา แต่ด้วย ภาวะวิทยา (Ontology) ของมนุษย์ในปัจจุบัน เราไม่สามารถเข้าไปทำความเข้าใจได้ว่าสิ่งเหล่านั้นกำลังพูดคุยอะไรกันอยู่ แสงที่ออกปากจึงเป็นสัญลักษณ์ของการสื่อสารที่เราเห็นแต่ไม่รู้ความหมาย” ศิลปินกล่าว

นิทรรศการ Roots & Rituals ยังจัดแสดงผลงานศิลปะของ Dishon Yuldash ศิลปินหญิงชาวอุซเบกิสถาน ถ่ายทอดประเด็นเรื่องความทรงจำและการเปลี่ยนแปลงผ่านประติมากรรมที่มีรูปทรงเรียบลื่น ไหลต่อเนื่อง และตอบสนองต่อแสงรวมถึงการเคลื่อนไหวของผู้ชม

Dishon Yuldash สำเร็จการศึกษาจาก Joseph Bakstein Institute of Contemporary Art ในนครมอสโก เป็นผู้ก่อตั้งแกลเลอรีไม่แสวงหาผลกำไร ISSMAG และแพลตฟอร์ม Prolog.Vision

ติดตามชมผลงานศิลปะอีกหลายชิ้นของ สวัชโรกร วรรณศร ที่นำแบบแผนและความเชื่อในวัฒนธรรมภาคเหนือของไทยมาเป็นแรงบันดาลใจในนิทรรศการ Roots & Rituals และผลงานต่างวัฒนธรรมของ Dishon Yuldash ได้ตั้งแต่วันนี้-17 มีนาคม 2569

หมายเหตุ : AGNI Gallery เลขที่ 15/2 ชั้น 6 ซอยร่วมฤดี แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ (BTS เพลินจิต) เข้าชมฟรี

แหล่งที่มาข่าวและภาพ กรุงเทพธุรกิจ
https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1222938

เช็กอินพิกัดงานศิลป์ “White Canvas Thailand ครั้งที่ 6” รวมที่สุดผลงานศิลปินหน้าใหม่ของไทย ชมฟรี วันนี้ – 10 มีนาคม 2569...
09/03/2026

เช็กอินพิกัดงานศิลป์ “White Canvas Thailand ครั้งที่ 6” รวมที่สุดผลงานศิลปินหน้าใหม่ของไทย ชมฟรี วันนี้ – 10 มีนาคม 2569 ณ ณ อีเว้นท์ สเปซ ชั้น 4 สยาม ทาคาชิมายะ

สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม ร่วมกับ พาเลท อาร์ตสเปซ (Palette Artspace) แกลลอรี่แสดงผลงานศิลปะชั้นนำของไทย จัดนิทรรศการ “White Canvas Thailand ครั้งที่ 6 รวมกว่า 60 ผลงานของศิลปินรุ่นใหม่จากการประกวดโครงการผืนผ้าใบสีขาว ประจำปี 2568 ภายใต้ความร่วมมือของ กรุงเทพมหานคร และ SPUTNIK International พร้อมแรงสนับสนุนจากเครือข่ายศิลปะไทย–ญี่ปุ่นมาโดยตลอด เพื่อส่งเสริมและเฟ้นหาศิลปินหน้าใหม่ที่มีความสามารถในภูมิภาคเอเชีย พร้อมเปิดพื้นที่ให้จินตนาการและความคิดของศิลปินรุ่นใหม่ได้ถ่ายทอดอย่างอิสระผ่านแนวคิดของ “ผืนผ้าใบสีขาว” จุดเริ่มต้นของความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด เพื่อให้ผู้ที่รักงานศิลปะได้มาชื่นชม โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 10 มีนาคม 2569 ณ บริเวณ อีเว้นท์ สเปซ ชั้น 4 สยาม ทาคาชิมายะ

นิทรรศการในครั้งนี้เป็นการรวบรวมผลงานชิ้นเยี่ยมที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้น สะท้อนบทบาทของศิลปะในฐานะพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การค้นหาตัวตน และการสื่อสารมุมมองต่อโลกของเยาวชนไทย โดยมีผลงานไฮไลต์อย่าง “ดาวลูกไก่” ของเด็กหญิงพิชชานันท์ ชัยประโคม ที่นำแรงบันดาลใจจากการสำรวจดวงดาวบนฟ้ามาเปรียบเทียบกับความรักความผูกพันของแม่ไก่ที่คอยปกป้องดูแลลูกไก่ เหมือนกับคุณแม่ที่คอยมอบความรักความอบอุ่นและส่งเสริมการเรียนรู้ ให้เติบโตอย่างมีสติเป็นคนดีของสังคม เช่นเดียวกับผลงานชื่อ “กลับดาว” ของนางสาวณภาค์ เจียรกุล ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของแสงแห่งดวงดาวในการนำทางเพื่อเดินทางกลับไปหาความหวังที่สถิตอยู่ในตัวตนของเราอีกครั้ง

นอกจากนี้ยังมีผลงาน “พื้นที่จำกัด” ของนางสาวพิมพ์พิศา อนุฤทธิ์ ที่เล่าเรื่องราวผ่านการผสมผสานวัตถุซึ่งเป็นภาพแทนของสภาวะการใช้ชีวิตในพื้นที่จำกัดของคนชนชั้นล่าง สะท้อนการปรับตัวเพื่อดำรงอยู่ท่ามกลางบริบททุนนิยมและความแตกต่างทางชนชั้น โดยนำวัสดุต่าง ๆ มาประยุกต์ออกแบบเป็นที่พักทางกายและใจที่งดงาม เป็นภาวะที่ต้องอยู่ร่วมกับสังคมสมัยใหม่อย่างแนบเนียนจนมักถูกมองข้ามไป โดยนิทรรศการเปิดให้ประชาชนที่สนใจเข้าชมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ระหว่างวันนี้ – 10 มีนาคมนี้ ณ บริเวณ อีเว้นท์ สเปซ ชั้น 4 สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-011-7500 หรือ Facebook: Siam Takashimaya

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/entertainment/detail/9690000020021

กลับมาอีกครั้งงาน “Mango Art Festival 2026” งานที่คนรักศิลปะต้องห้ามพลาดคนรักงานศิลป์ห้ามพลาด งาน “Mango Art Festival 20...
06/03/2026

กลับมาอีกครั้งงาน “Mango Art Festival 2026” งานที่คนรักศิลปะต้องห้ามพลาด

คนรักงานศิลป์ห้ามพลาด งาน “Mango Art Festival 2026” เทศกาลศิลปะสีสันสุดยิ่งใหญ่ของไทย ที่จะปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์สู่ระดับ “ICON” นิยามใหม่แห่งศิลปะที่ก้าวข้ามกาลเวลา ระหว่างวันที่ 4-8 มีนาคม 2569 ณ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก

เตรียมพบกับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของเทศกาลศิลปะที่เต็มไปด้วยสีสันที่สุดในประเทศไทย Mango Art Festival 2026 ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 อย่างสง่างาม ภายใต้คอนเซปต์ ‘ICON’ พื้นที่รวบรวมปรากฏการณ์ทางศิลปะและการออกแบบที่จะเปลี่ยน "แรงบันดาลใจ" ให้กลายเป็น "ตำนาน"

ในปีนี้ Mango Art Festival มุ่งเน้นการนำเสนอพลังของศิลปะร่วมสมัย เฉลิมฉลองพลังของศิลปะและการออกแบบ ที่สามารถใช้ผืนผ้าใบ วัสดุ สิ่งธรรมดาต่างๆ หรือแม้กระทั่งความคิดชั่วขณะและแรงบันดาลใจรอบตัว ให้กลายเป็นผลงานที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น (Identity) จนกลายเป็นไอคอนที่ไร้พรมแดนและอยู่เหนือกาลเวลา

ปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นตำนาน! ผ่านศิลปะร่วมสมัย ดีไซน์ แฟชั่น งานคราฟต์ ไปจนถึงการแสดงสดที่ปลุกทุกประสาทสัมผัส จัดแสดงระหว่างวันที่ 4-8 มีนาคม 2569 ณ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก

Mango Art Festival 2026 ยังคงยึดมั่นในการเชื่อมต่อศิลปะเข้ากับชีวิตประจำวัน พร้อมเป็นพื้นที่ในการ Cross Over ของความคิดสร้างสรรค์จากศิลปินและนักออกแบบทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะ Vibrant Hub แห่งวัฒนธรรมร่วมสมัยของเอเชีย �

ภายในงานแบ่งพื้นที่ออกเป็น 6 โซนหลัก ที่สะท้อนมุมมองศิลปะหลากหลายรูปแบบ ได้แก่
· Gallery Zone: แหล่งรวมผลงานสร้างสรรค์จากแกลเลอรีชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ�ทั้ง YOD TOKYO & Editions จากญี่ปุ่น, gallery. sort of. จากฟิลิปปินส์, A4 ART GALLERY จากมาเลเซีย และอื่นๆ
· Independent Artist Zone: พื้นที่ปล่อยของสำหรับศิลปินอิสระที่มาพร้อมไอเดียสดใหม่จากหลากหลายพื้นที่ทั่วไทยและต่างประเทศ ปีนี้มีไฮไลท์ทั้ง JOAN CORNELLÀ, Janfive Studio, Bonyuki, BGC Glass Studio, Emon Surakitkoson, Nawat Cubic และอีกมากมายกว่า 100 ศิลปิน
· Newcomer Zone: พื้นที่แจ้งเกิดของศิลปินรุ่นใหม่ 95 คน ที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาเป็น ICON คนต่อไป
· Craft Zone: การประยุกต์งานหัตถกรรมดั้งเดิม สู่งานดีไซน์ที่ทันสมัยและยั่งยืน
· Special Exhibition Zone: นิทรรศการสุดพิเศษ ที่จัดทำขึ้นเฉพาะในงานนี้เท่านั้น ทั้ง Little Man โดย TOR ที่สร้างปรากฏการณ์เมื่อปีที่แล้วในงาน Treasure Discovered 2025 ในช่วง Chiang Mai Design Week และ Special Collection curated by Nim Niyomsin
· Main Stage: พื้นที่สำหรับการแสดงสดโดย Performer จากหลากหลายแขนง และกิจกรรมพูดคุย (Talk) จากเหล่าผู้ทรงอิทธิพลในวงการสร้างสรรค์

Mango Art Festival ไม่ใช่แค่เทศกาลศิลปะ แต่คือบทสนทนาระหว่างไอเดีย ผู้คน และเมือง พื้นที่ที่ความธรรมดากลายเป็นพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ที่ทุกคนสามารถค้นหาความหมายของคำว่า ‘ICON’ ในแบบของตัวเอง

งาน “Mango Art Festival 2026” จัดแสดงวันที่ 4 - 8 มีนาคม 2569 ณ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก (River City Bangkok) ชั้น 1 และ 2 รายละเอียดเพิ่มเติม FB/IG: MangoArtFestival Website: https://www.mangoartfestival.com/

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/travel/detail/9690000021975

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Shutter We Gallery&Homeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Shutter We Gallery&Home:

แชร์

ประเภท