24/09/2024
#ผมพร้อมที่จะตายก่อนตาย
ย้อนกลับไปกว่า 12 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเราจัดงานเปิดตัวเหรียญสุริยะภูมิจักรวาล รายได้สมทบกองทุนเพื่อศิลปวัฒนธรรม ผมจำได้ดีเป็นปีที่มีสถานการณ์ตึงเครียดที่สุด เพราะถนนเกือบทั้งเส้นเกิดการชุมนุม ทำให้การจัดงานต่างๆทั้งหมดต้องถูกยกเลิกไป
ผู้ใหญ่ถามว่าจะยกเลิกมั้ย แต่ผมก็ยืนยันที่จะสู้ต่อ เพราะทุบหม้อข้าวตัวเองแล้วไม่สามารถถอยได้ ตอนนั้นผมไม่เหลือแม้แต่สติปัญญาในการแก้ปัญกาใดๆได้ ทำได้เพียงยกมือไหว้ขอพลังใจจากพระพิฆเนศที่ออฟฟิส และในช่วงนั้นก็เหมือนปาฏิหาริย์ เหตุการชุมนุมก็หยุดพักชั่วคราว ทำให้เราจัดงานได้เสร็จพอดี
ในปีนั้นเราจัดงาน บริเวณ ฮอลล์ ออฟ มิเรอร์ส สยามพารากอน ในวันที่สองของการจัดงาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ท่านทรงเมตตาเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทอดพระเนตรงานนิทรรศการและมีการจัดประมูลเพื่อนำรายได้ทูลเกล้าถวายเพื่อใช้ในพระราชกุศล
การจัดงานที่เกิดขึ้นในปี 2555 เป็นกุญแจไขจักรวาลชีวิตของผม เป็นครั้งแรกที่พ่อยอมรับในตัวผมอย่างไร้ข้อกังขา พ่อเป็นคนอัจฉริยะที่ไม่เคยยอมรับใคร พ่อให้ฉายาผมว่า Golden Boy การทำให้พ่อยอมรับได้เป็นสิ่งที่ยากมากที่สุด ตลอดชีวิตพ่อไม่เคยบอกรักและจะไม่เคยชมผมต่อหน้า นับตั้งแต่นั้นทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปในแบบที่ผมไม่เคยเจอ ในปี 2556 นับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดที่ผมไม่เคยลืม พ่อออกมาพบบรรดาแฟนคลับที่มารออย่างแน่นขนัดจนทะลุไปด้านนอก เป็นปีที่พ่อเปิดให้คนเข้าถึงมากที่สุด ทั้งๆที่ปกติจะไม่ทำแบบนั้น ใครจะขอให้ท่านเซ็นลายเซ็น ใครจะขอถ่ายรูปยังไง ท่านก็ไม่เคยบ่น
แม้จะเป็นโมงยามแห่งความสุข แต่ความทุกข์ก็มาต่อคิวรออยู่ข้างหลังเสมอ ผมสังเกตุอาการของพ่อไม่ค่อยดีตั้งแต่วันแรก ท่านดูอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด แต่พ่อเป็นคนเข้มแข็งมากๆ ท่านฝืนตัวเองและทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ท่านใช้พลังจิตจรดฝีแปรงครั้งสุดท้ายต่อหน้าสาธารณชน กลางสยามพารากอนแห่งนี้ และเป็นภาพผลงานชิ้นสำคัญที่สุดที่ผมได้กลับคืนมาจากผู้ครอบครองอย่างไม่คาดหมายในวันเกิดของผมเมื่อปีที่แล้ว ราวกับว่าภาพชิ้นนี้ต้องการกลับมาหาผม
ในวันนั้นพ่อได้สัมภาษณ์หนังสือ Secret ในตอนท้ายท่านได้กล่าวไว้ว่า
“ทุกอย่างมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ต้องดับไป ผมตั้งใจเพียงว่า ก่อนตายผมจะทำความงามให้ปรากฎแก่แผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม วรรณกรรม นาฏกรรม...และถึงวันนี้ ผมก็พร้อมที่จะตายแล้ว”
ในวันนั้นหลังงานเลิกก่อนพ่อจะกลับบ้าน ผมเดินไปส่งที่รถ เรากอดกันเหมือนทุกๆครั้ง แต่กอดครั้งนี้หนักแน่นทรงพลังกว่าเดิมและยาวนานราวกับโลกหยุดหมุนลงชั่วคราว เราสองพ่อลูกกอดกันเสมอทั้งตอนเจอกันและจากกัน ผมไม่รู้เลยว่า ท่านรู้ว่าท่านกำลังจะตาย และท่านได้บอกลาทุกคนในวันนั้นแล้วว่า “ผมพร้อมที่จะตายก่อนตายแล้ว”
หลังจากวันนั้น อีก 8 เดือน ท่านก็จากพวกเราไปอย่างไม่มีวันกลับ ตลอดระยะเวลา 10 ปีเต็ม ผมไม่เคยหยุดทำงาน ผมเป็นเพียงลูกชายคนเดียวของพ่อที่ทำทุกอย่างอย่าราวกับการออกรบครั้งสุดท้ายเสมอ ผมสละทุกอย่างในชีวิตได้รวมถึงลมหายใจของผม เพื่อสืบสานและต่อยอดสิ่งที่พ่อทำไว้ ตลอดชีวิตที่ผมเคยหายใจไม่มีวันไหนเลยที่ผมไม่เคยคิดถึงท่าน ไม่เคยมีวันไหนเลยที่ผมจะหยุดทำงานเพื่อพ่อและวงการศิลปะ ตลอดจนฃ่วยเหลือคนอื่นๆ แม้ท่านจะเลี้ยงลูกแบบลูกสิงโต “ถ้ามันไม่แกร่งก็จงปล่อยให้มันตายไปซะ” แต่ผมก็รักท่านเหมือนลูกชายคนนึงที่รักพ่อแบบสุดจิตสุดใจแบบไม่มีเงื่อนไข
ครบรอบ 10 ปี แล้ว ที่เราไม่ได้เจอกัน
ผมอยากบอกพ่อว่า… ผมคิดถึงพ่อมากๆ และเฝ้ารอวันที่เราจะได้เจอกันอีก วันศุกร์ที่ 27 กันยายน 2567 นี้ ผมจัดงานให้พ่ออีก ครบรอบ 12 ปีที่แล้วนะ ที่เราจัดงานที่พารากอน อย่าลืมมาเจอผมที่งานด้วย แต่งตัวมาหล่อๆนะ”
ด้วยรักและคิดถึงพ่อที่สุด
”ลูกเลวๆของพ่อ“
25/9/2567